‘โรคกรดไหลย้อน’ปล่อยไว้เป็นมะเร็งได้จริงหรือ?

โรคกรดไหลย้อนปล่อยไว้เป็นมะเร็งได้จริงหรือ? มาฟังคำตอบจาก อ.พญ.นวรัตน์ อภิรักษ์กิตติกุล ภาควิชาโสต ศอ นาสิกวิทยาคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล อธิบายเรื่องกรดไหลย้อนนี้กัน โรคกรดไหลย้อน คือ ความผิดปกติที่เกิดจากการมีกรดในกระเพาะอาหารไหลขึ้นมาสู่หลอดอาหาร และโรคกรดไหลย้อนลงกล่องเสียงคือ

ภาวะที่มีสารในกระเพาะไหลย้อนขึ้นมาถึงกล่องเสียงและช่องคอ ทำให้มีอาการเสียงแหบ เสมหะในคอ กลืนลำบาก ไอเป็น ๆ หาย ๆ หรือไอหลังจากรับประทานอาหารหรือเอนตัวนอน หายใจลำบาก สำลัก รู้สึกมีเสมหะในคอ หรือแสบร้อนอกได้ และยังอาจทำให้เกิดโรคอื่น ๆ ตามมาได้ด้วย เช่น กล่องเสียงอักเสบ ริดสีดวงเส้นเสียง มะเร็งกล่องเสียง มะเร็งหลอดอาหาร ซึ่งสาเหตุการเกิดมีหลายประการ เช่น ความอ้วน การทำหน้าที่ของกล้ามเนื้อหูรูดหย่อนตัวลง ทำให้มีน้ำย่อยหรือกรดไหลย้อนขึ้นไปยังหลอด อาหารได้นั่นเอง สาเหตุอีกหนึ่งอย่างของการเกิดโรคกรดไหลย้อนนั้น มาจากพฤติกรรมการบริโภคที่ไม่เหมาะสม เช่น อาหารที่มีรสเผ็ด มัน น้ำอัดลม ช็อกโกแลต กาเฟอีน สูบบุหรี่ แอลกอฮอล์ และรับประทานอาหารแล้วเอนตัวนอนทันที ซึ่งโดยปกติกระเพาะจะใช้เวลาย่อยประมาณ 3 ชั่วโมง ถ้าหากรักษาโดยการใช้ยาเต็มที่แล้วและควบคุมพฤติกรรมและการทานอาหารดีแล้วแต่ยังไม่ดีขึ้น อาจต้องพิจารณาส่งตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติมค่ะ
กรดไหลย้อนลงกล่องเสียงนั้น จะทำให้เกิดการอักเสบเรื้อรังบริเวณหลอดอาหาร บริเวณกล่องเสียง ช่องคอได้ ซึ่งถ้าหากมี การอักเสบเรื้อรังไปนาน ๆ จะทำให้เซลล์บริเวณเยื่อบุผิวมีการเปลี่ยนแปลงไปเป็นเซลล์มะเร็งหลอดอาหาร และมะเร็งกล่องเสียงได้ค่ะ
การรักษานั้นมีการใช้ยาและปรับพฤติกรรมการทานอาหาร คือ ทานอาหารกากใย เช่น ผัก และต้องควบคุมอาหาร เช่น พวกอาหารที่มีรสเผ็ด น้ำอัดลม ของมัน แอลกอฮอล์ กาเฟอีน เช่น กาแฟ ควรหลีกเลี่ยง และเวลาทานอาหารแล้วอย่าเพิ่งล้มตัวลงนอนต้องเว้นไว้อย่างน้อย 3 ชั่วโมง และการปรับพฤติกรรมอื่น เช่น ลดการสูบบุหรี่ ควบคุมน้ำหนักไม่ให้อ้วน เวลานอนให้ช่วงศีรษะ และลำตัวสูงกว่าปกติ 6-8 นิ้ว ค่ะ
แต่สำหรับคนไข้ที่เป็นกรดไหลย้อนและกลายเป็นมะเร็งแล้ว ซึ่งนอกจากการรักษากรดไหลย้อนที่เป็นปัจจัยเสี่ยงแล้ว ก็จะมีวิธีการรักษาโดยการผ่าตัด การฉายแสงและใช้เคมีบำบัด ซึ่งการเลือกวิธีรักษานั้นขึ้นอยู่กับตำแหน่ง ขนาด ลักษณะของเซลล์มะเร็ง และ การกระจายไปอวัยวะอื่นด้วยค่ะ
วิธีสังเกตว่าตัวเองเป็นกรดไหลย้อนหรือไม่ ให้ดูว่าเรามีอาการแสบคอ เจ็บคอเรื้อรัง อาการเรอเปรี้ยวเรื้อรัง อาการแสบร้อนบริเวณหน้าอก อาการไอเรื้อรัง หรือมีอาการเหล่านี้มากขึ้นหลังจากเราทานอาหารไปแล้ว หากมีให้รีบมาพบแพทย์เพื่อทำการตรวจวินิจฉัย และทำการรักษาต่อไป เพราะอาการดังกล่าวอาจเป็นกรดไหลย้อน หรือเป็นอาการนำของโรคอื่นก็ได้ค่ะ. ขอบคุณข้อมูลบางส่วนและติดตามข้อมูลฉบับเต็มที่ thaihealth